เทคโนโลยีด้านซัพพลายเชนจะช่วยเสริมแกร่งให้ดิจิทัลซัพพลายเชนในปี  2561

ประเภทและความสามารถของเทคโนโลยีทางด้านซัพพลายเชนกำลังเพิ่มขึ้น และเทคโนโลยีจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการจัดการซัพพลายเชนอย่างมีประสิทธิภาพสำหรับปี 2561

จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในการตัดสินใจโดยอาศัยข้อมูลผ่านทางอินเทอร์เน็ตของทุกสรรพสิ่งทางอุตสาหกรรม (IIoT) ไปจนถึงการใช้เทคโนโลยีที่ทำงานบนระบบคลาวด์ ส่งผลให้เทคโนโลยีซัพพลายเชนจะมีความก้าวหน้าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ผู้นำและผู้จัดการด้านซัพพลายเชนต้องเข้าใจว่าแนวโน้มทางเทคโนโลยีไหนที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญและทำให้เกิดการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องในปีต่อๆ ไป

IIoT จะกลายเป็นมาตรฐาน
จากการเปิดเผยของ Amy Wunderlin แห่ง Supply & Demand Chain Executive การใช้ IIoT จะเข้ามาเปลี่ยนกระบวนการมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม IIoT ยังคงมีข้อจำกัดมากมาย เช่น ทำงานร่วมกันได้ไม่ดีนัก เข้าถึงข้อมูลระบบได้ยาก มีปัญหาในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลผ่านระบบวิเคราะห์ และอื่นๆ นอกจากนี้ยิ่งมีการรวบรวม ประมวลผล จัดการ จัดเก็บ และวิเคราะห์ข้อมูลมากขึ้นเท่าไหร่ก็จะเป็นการเพิ่มความต้องการใหม่ๆ ในซัพพลายเชน เช่นพื้นที่สำหรับติดตั้งเซิร์ฟเวอร์ มีการใช้พลังงานและชั่วโมงทำงานในการจัดการข้อมูลเพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ กำลังพัฒนาแนวทางปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานสำหรับการใช้ IIoT ซึ่งควรนำไปสู่การพัฒนามาตรฐานด้านกฎระเบียบผ่านทางกฎหมาย และการยกเลิกมาตรการกำกับความเป็นกลางทางอินเทอร์เน็ตที่ออกมาเมื่อเร็วๆ นี้ก็บ่งบอกว่าผู้จัดการซัพพลายเชนจะถูกบังคับให้ประเมินการใช้เทคโนโลยี IIoT และพัฒนากลยุทธ์เพื่อเอาชนะอุปสรรคที่อาจเกิดขึ้นจากการมีปัญหากับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP)

เทคโนโลยีบล็อกเชนจะมีความชัดเจนมากขึ้น
ตามที่ Greg Kefer  เขียนไว้ในเว็บไซต์ของ  Supply Chain Digital เทคโนโลยีบล็อกเชนจะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันในการจัดการซัพพลายเชนตลอดปี 2018 นี้ บล็อกเชนมีศักยภาพในการช่วยให้มองเห็น การดำเนินงาน กระบวนการ และการทำธุรกรรมทั้งหมดได้ 100%  แต่การนำมาใช้งานจริงในระบบซัพพลายเชนที่มีอยู่ยังไม่สามารถทำได้

ไม่ว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนจะยังคงผลักดันให้ผู้ค้าไอทีและหัวหน้าเจ้าหน้าที่ด้านสารสนเทศเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นตลอดทั้งปี 2518 ในความเป็นจริง จากการเปิดเผยของ Supply Chain Dive คาดว่าจะมีผู้ผลิต และผู้ค้าปลีกสูงถึงร้อยละ 33 นำเอาเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้ในการติดตามผลิตภัณฑ์ภายใน 3 ปีข้างหน้า

เทคโนโลยีบล็อกเชนมีปัญหาที่อาจเกิดขึ้นอย่างปัญหาฟองสบู่ที่เกิดขึ้นกับมูลค่าของสกุลเงินดิจิตอล  อย่างไรก็ตามหลักการพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังเทคโนโลยีนี้สามารถช่วยให้มั่นใจได้ว่าจะมีการปฏิบัติตามกฎหมายด้านความปลอดภัยของซัพพลายเชน กฎหมายปฏิรูปความปลอดภัยสินค้าอาหาร และกฎระเบียบอื่นๆ

ความสามารถในการมองเห็นซัพพลายเชนกลายเป็นเทคโนโลยีอิสระ
ผลจากเทคโนโลยีบล็อกเชนที่ทำให้เกิดการใช้ประโยชน์ด้านความสามารถในการมองเห็นซัพพลายเชน ซึ่งจะทำให้แนวคิดของความสามารถในการมองเห็นซัพพลายเชนกลายเป็นเทคโนโลยีของตัวเองในปี 2561 แทนที่จะเริ่มต้นในภายหลัง ผู้จัดการซัพพลายเชนจะต้องมองหาความสามารถในการมองเห็นซัพพลายเชนจากจุดยืนเชิงรุก พวกเขาจะพัฒนาระบบและกระบวนการใหม่ๆ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากความสามารถในการมองเห็นได้ดีขึ้น รวมทั้งจะต้องมีการจ้างนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลด้วย การอภิปรายเกี่ยวกับแนวทางการจ้างงานในปี พ. ศ. 2561 ไม่สมบูรณ์โดยไม่ต้องสัมผัสกับช่องว่างทักษะ ดังนั้นผู้จัดการซัพพลายเชนจึงต้องเปลี่ยนแนวทางการว่าจ้างอย่างเหมาะสม รวมถึงนักวิทยาศาสตร์ข้อมูลและผู้เชี่ยวชาญด้านการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่จะทำงานร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนการปฏิบัติตามข้อกำหนดโดยรวมภายในองค์กร 

อุปกรณ์ใหม่และระบบโทรศัพท์มือถือจะกลายเป็นส่วนสำคัญในซัพพลายเชน
มีการเปิดตัวอุปกรณ์สมาร์ทใหม่ๆ ทุกวันตั้งแต่ระบบควบคุมด้วยเสียงไปจนถึงแท็บเล็ตที่มีความสามารถในการประมวลผลได้เร็วขึ้น และระบบจะกลายเป็นส่วนสำคัญของการจัดการและการดำเนินงานของซัพพลายเชนในปีนี้ ตามที่ Steve Banker แห่ง Forbes ได้อธิบายไว้อุปกรณ์สมาร์ทกำลังฉลาดมากขึ้น พร้อมทั้งมีบริษัทต่างๆ กำลังมองหาวิธีนำเทคโนโลยีซัพพลายเชนขั้นสูง เช่นปัญญาประดิษฐ์ ความเป็นจริงผสม การเรียนรู้ของเครื่อง หรือความเป็นจริงเสริมมาใช้กับระบบและการดำเนินงานที่มีอยู่แล้ว

เทคโนโลยีซัพพลายเชนขั้นสูงจะมีการทำงานอัตโนมัติเพิ่มขึ้น
มีองค์กรที่อยู่ในแวดวงซัพพลายเชนเป็นจำนวนมาก ซึ่งประกอบด้วยผู้ให้บริการขนส่งสินค้า ผู้ผลิต ผู้ให้บริการขนส่ง ผู้ให้บริการส่งต่อสินค้า และคู่ค้าแบบธุรกิจต่อธุรกิจอื่นๆ จะมุ่งเน้นการใช้เทคโนโลยีซัพพลายเชนขั้นสูงจะมีระบบการทำงานโดยอัตโนมัติเพิ่มขึ้น ในปีนี้หุ่นยนต์จะมีฟังก์ชันการทำงานด้านซัพพลายเชนมากขึ้นโดยประโยชน์จากระบบอัตโนมัติ มีการใช้หุ่นยนต์ช่วยเพิ่มผลผลิตถึงร้อยละ 30 และช่วยชดเชยการขาดแคลนแรงงาน นอกจากนี้หุ่นยนต์กำลังมีความสามารถเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันหุ่นยนต์มีความสามารถในการจับวัตถุต่างๆ คล้ายกับมนุษย์ได้มากขึ้น ทำให้การเคลื่อนไหวของเครื่องยนต์มีความแม่นยำมากขึ้นและความสามารถในการทำสิ่งต่างๆ ในระดับที่ละเอียดขึ้น นอกจากนี้ระบบหุ่นยนต์จะไม่เพียงถูกนำมาใช้กับระบบขั้นสูงเท่านั้น แต่ระบบจะโปรแกรม และสามารถปรับให้ตรงกับความต้องการที่แตกต่างกันได้ง่ายขึ้น ตลอดปีนี้หุ่นยนต์จะยังคงเข้ามาทำงานทดแทนการเคลื่อนไหวซ้ำๆ ภายในซัพพลายเชน และเมื่อจับคู่กับเทคโนโลยีอัตโนมัติ เช่น โดรน พวกเขาจะเป็นกุญแจสำคัญในการปรับปรุงขั้นตอนการจัดส่งมาตรฐานใหม่

คลาวด์ได้รับการยอมรับในวงกว้าง
ในขณะที่กำลังพิจารณาระบบอัตโนมัติ สิ่งสำคัญสำหรับผู้บริหารซัพพลายเชนพึงระลึกอยู่เสมอก็คือจำนวนของพลังการประมวลผลที่จำเป็นในการจัดการเทคโนโลยีอัตโนมัติ ระบบเดิมและแม้แต่ระบบที่ใช้งานมาหลายปีแล้วอาจไม่มีพลังประมวลผลพอต่อการจัดการข้อมูลที่ไหลเข้าและออกจากระบบอย่างต่อเนื่องได้ ดังนั้นผู้ผลิตจำนวนมากจะเริ่มใช้เทคโนโลยีที่ทำงานบนคลาวด์ ยิ่งไปกว่านั้นการโยกย้ายจากระบบอะนาล็อกไปสู่ระบบคลาวด์ก็จะเร็วขึ้น และในปี 2563 คาดว่าจะมีซัพพลายเชนมากกว่าร้อยละ 80 ย้ายระบบงานบางส่วนไปไว้ในคลาวด์

นอกจากนี้ผู้ค้าปลีกจะมีบทบาทสำคัญในการลงทุนในเทคโนโลยีที่ทำงานบนคลาวด์เนื่องจากมีแนวโน้มว่าพวกเขาจะปรับปรุงการดำเนินงานแบบหลายช่องทาง ระบบที่จุดขาย (Point-of-sale) รวมทั้งระบบการจัดการสิ่งอำนวยความสะดวก และการจัดการสินค้าคงคลังจะกลายเป็นระบบแบบครบวงจรที่ทำงานบนคลาวด์ ซึ่งจะช่วยให้สามารถเติมเต็มสินค้าได้เร็วขึ้น และลดต้นทุน ซึ่งในทางกลับกันนี่จะทำให้ผู้บริโภคซื้อสินค้าในราคาที่ถูกลง และทำให้บริษัทเติบโตยิ่งขึ้น

 

ที่มา: http://www.supplychaindigital.com/scm/supply-chain-technologies-will-solidify-digital-supply-chain-2018