ผู้ซื้อประเมินอะไร? เข้าใจ Supplier Evaluation เพื่อเพิ่มความพร้อมให้ผู้ขาย

ผู้ซื้อประเมินอะไร...

ผู้ซื้อกำลังตรวจสอบตารางประเมินซัพพลายเออร์ ขณะที่ผู้ขายเตรียมเอกสารสำหรับการประเมิน

ผู้ซื้อประเมินอะไร? เข้าใจ Supplier Evaluation เพื่อเพิ่มความพร้อมให้ผู้ขาย

การได้รับเลือกเป็นผู้ขายขององค์กรไม่ได้ขึ้นอยู่กับราคาที่แข่งขันได้เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงคุณภาพสินค้า ความสามารถในการส่งมอบ การบริการ ความน่าเชื่อถือ และความพร้อมของข้อมูลบริษัทด้วย องค์กรจึงใช้ Supplier Evaluation หรือการประเมินผู้ขาย เพื่อเปรียบเทียบศักยภาพของผู้ขายอย่างเป็นระบบ ลดความเสี่ยงในการจัดซื้อ และติดตามว่าผู้ขายสามารถรักษามาตรฐานได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่

สำหรับผู้ขาย การเข้าใจว่าผู้ซื้อประเมินอะไรจะช่วยให้เตรียมข้อมูลและหลักฐานได้ครบถ้วน เห็นจุดที่ควรพัฒนา และเพิ่มความพร้อมสำหรับโอกาสทางธุรกิจกับองค์กรขนาดใหญ่

 

Supplier Evaluation คืออะไร?

Supplier Evaluation คือ กระบวนการประเมินคุณสมบัติ ศักยภาพ และผลการดำเนินงานของผู้ขายตามเกณฑ์ที่องค์กรกำหนด เพื่อใช้ประกอบการคัดเลือกผู้ขายรายใหม่ อนุมัติขึ้นทะเบียนผู้ขาย ติดตามผลงานของผู้ขายปัจจุบัน และวางแผนพัฒนาความร่วมมือในระยะยาว

การประเมินอาจพิจารณาจากเอกสารและข้อมูลบริษัท แบบสอบถาม การสัมภาษณ์ การตรวจประเมินสถานประกอบการ รวมถึงข้อมูลผลการดำเนินงานจริง เช่น คุณภาพสินค้า ความตรงต่อเวลา และการตอบสนองต่อปัญหา

Supplier Evaluation จึงไม่ใช่การประเมินเพียงครั้งเดียวก่อนเริ่มซื้อขาย แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ช่วยให้องค์กรเห็นทั้งความพร้อม ความเสี่ยง และแนวโน้มผลการดำเนินงานของผู้ขาย

 

Supplier Evaluation สำคัญต่อผู้ซื้อและผู้ขายอย่างไร?

การประเมินผู้ขายมีประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย เพราะทำให้ความคาดหวังและมาตรฐานในการทำงานมีความชัดเจนมากขึ้น

ความสำคัญต่อผู้ซื้อ

  • ช่วยเปรียบเทียบผู้ขายด้วยเกณฑ์เดียวกัน ลดการตัดสินใจจากความรู้สึกส่วนบุคคล
  • ลดความเสี่ยงด้านคุณภาพ การส่งมอบ ต้นทุน กฎหมาย และความต่อเนื่องทางธุรกิจ
  • ช่วยคัดเลือกผู้ขายที่เหมาะสมกับประเภทสินค้าและความต้องการขององค์กร
  • ใช้ติดตามผลการดำเนินงานและกำหนดแผนพัฒนาผู้ขาย
  • สนับสนุนความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ในกระบวนการจัดซื้อ

ความสำคัญต่อผู้ขาย

  • ทำให้ทราบว่าผู้ซื้อให้ความสำคัญกับเกณฑ์และข้อมูลใด
  • ช่วยเตรียมเอกสาร คุณสมบัติ และหลักฐานประกอบการพิจารณาได้ครบถ้วน
  • ทำให้เห็นจุดแข็งและประเด็นที่ควรปรับปรุงจากผลการประเมิน
  • เพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสได้รับการพิจารณาในงานหรือโครงการถัดไป
  • ช่วยพัฒนามาตรฐานการดำเนินงานเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้ซื้อในระยะยาว

 

Supplier Evaluation ต่างจาก Supplier Selection อย่างไร?

Supplier Evaluation และ Supplier Selection เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกัน แต่มีจุดประสงค์ต่างกัน

Supplier Evaluation

Supplier Selection

ความหมาย การประเมินคุณสมบัติ ศักยภาพ หรือผลงานของผู้ขาย การเลือกผู้ขายที่เหมาะสมจากตัวเลือกที่ผ่านการพิจารณา
วัตถุประสงค์ วัดและเปรียบเทียบความสามารถตามเกณฑ์ที่กำหนด ตัดสินใจว่าจะเลือกผู้ขายรายใด
ช่วงเวลาที่ใช้ ก่อนขึ้นทะเบียน ระหว่างคัดเลือก และหลังเริ่มดำเนินงาน มักเกิดขึ้นหลังรวบรวมและประเมินข้อมูลแล้ว
ผลลัพธ์ คะแนน ระดับผลการประเมิน หรือสถานะคุณสมบัติ ผู้ขายที่ได้รับเลือกให้ร่วมงาน ทำสัญญา หรือรับงาน

กล่าวอย่างง่ายคือ Supplier Evaluation ให้ข้อมูลสำหรับการตัดสินใจ ส่วน Supplier Selection คือการตัดสินใจเลือกจากข้อมูลที่ประเมินแล้ว

 

ผู้ซื้อใช้เกณฑ์อะไรประเมินผู้ขาย?

เกณฑ์ประเมินผู้ขายควรปรับให้เหมาะกับอุตสาหกรรม ประเภทสินค้า มูลค่าการจัดซื้อ และระดับความเสี่ยง จึงไม่มีแบบประเมินเดียวที่ใช้ได้กับผู้ขายทุกประเภท อย่างไรก็ตาม เกณฑ์ที่องค์กรนิยมพิจารณามักประกอบด้วยหัวข้อต่อไปนี้

1. คุณภาพสินค้าและบริการ

องค์กรพิจารณาว่าสินค้าหรือบริการเป็นไปตามข้อกำหนด (Specification) และมาตรฐานที่ตกลงไว้หรือไม่ รวมถึงอัตราสินค้าบกพร่อง การคืนสินค้า ข้อร้องเรียน และความสามารถในการควบคุมคุณภาพอย่างสม่ำเสมอ

ผู้ขายควรเตรียมรายละเอียดสินค้า กระบวนการควบคุมคุณภาพ ใบรับรองมาตรฐาน ผลทดสอบ และข้อมูลการรับประกันที่เกี่ยวข้อง

2. ราคาและต้นทุนรวม

ราคาสินค้าเป็นเพียงส่วนหนึ่งของต้นทุน ผู้ซื้ออาจพิจารณาต้นทุนรวมตลอดอายุการใช้งาน (Total Cost of Ownership: TCO) ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายอื่น เช่น ค่าขนส่ง ค่าติดตั้ง ค่าบำรุงรักษา ค่าบริการหลังการขาย และเงื่อนไขการชำระเงิน

ผู้ขายจึงควรเสนอราคาและเงื่อนไขทางการค้าอย่างชัดเจน พร้อมอธิบายองค์ประกอบของต้นทุนและคุณค่าที่ผู้ซื้อจะได้รับ

3. ความสามารถในการส่งมอบ

เกณฑ์นี้ครอบคลุมระยะเวลาในการจัดหาและส่งมอบ (Lead Time) อัตราการส่งมอบตรงเวลา ความถูกต้องของจำนวนสินค้า ความยืดหยุ่นเมื่อคำสั่งซื้อเปลี่ยนแปลง ตลอดจนกำลังการผลิตและความพร้อมของสต็อก

ข้อมูลแผนการผลิต ระบบติดตามคำสั่งซื้อ และแผนรองรับเหตุฉุกเฉินจะช่วยแสดงให้ผู้ซื้อเห็นถึงความพร้อมและความต่อเนื่องในการส่งมอบ

4. การบริการและการตอบสนอง

ผู้ซื้ออาจพิจารณาความรวดเร็วในการตอบกลับ ความสามารถในการแก้ปัญหา คุณภาพของทีมสนับสนุน ช่องทางการติดต่อ และการปฏิบัติตามข้อตกลงระดับการให้บริการ (Service Level Agreement: SLA)

ผู้ขายควรกำหนดผู้ประสานงานหลัก ขั้นตอนรับเรื่อง และระยะเวลาตอบสนองให้ชัดเจน เพื่อให้ผู้ซื้อสามารถติดต่อและติดตามงานได้อย่างต่อเนื่อง

5. ความมั่นคงทางการเงินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

สถานะทางการเงินมีผลต่อความสามารถในการผลิต ส่งมอบ และให้บริการในระยะยาว องค์กรอาจตรวจสอบงบการเงิน ประวัติการดำเนินธุรกิจ สภาพคล่อง หนี้สิน และแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ

สำหรับผู้ขาย การมีข้อมูลบริษัทและเอกสารทางการเงินที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบันจะช่วยให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปได้รวดเร็วขึ้น

6. กฎหมาย มาตรฐาน และ Compliance

ผู้ซื้ออาจตรวจสอบว่าผู้ขายดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องและสอดคล้องกับข้อกำหนด เช่น หนังสือรับรองบริษัท เอกสารภาษี ใบอนุญาตประกอบกิจการ มาตรฐานอุตสาหกรรม นโยบายต่อต้านการทุจริต และการคุ้มครองข้อมูล

เอกสารที่หมดอายุ ข้อมูลไม่ตรงกัน หรือไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ อาจทำให้การอนุมัติล่าช้าหรือกระทบต่อผลการประเมิน

7. ความยั่งยืนและ ESG

หลายองค์กรนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social and Governance: ESG) มาประกอบการประเมิน เช่น การจัดการพลังงานและของเสีย การใช้แรงงานอย่างเป็นธรรม ความปลอดภัยในการทำงาน จริยธรรมทางธุรกิจ และการเปิดเผยข้อมูลที่ตรวจสอบได้

ผู้ขายควรรวบรวมนโยบาย เป้าหมาย ผลการดำเนินงาน และใบรับรองที่เกี่ยวข้อง เพื่อแสดงความพร้อมในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางความยั่งยืนของผู้ซื้อ

 

ขั้นตอนการประเมินผู้ขายมีอะไรบ้าง?

กระบวนการประเมินผู้ขายของแต่ละองค์กรอาจแตกต่างกัน โดยสามารถสรุปเป็นแนวทางทั่วไปได้ 6 ขั้นตอน ดังนี้

1. กำหนดวัตถุประสงค์และขอบเขต

เริ่มจากระบุว่าจะประเมินเพื่อขึ้นทะเบียนผู้ขาย คัดเลือกสำหรับโครงการใหม่ ทบทวนผลงานประจำปี หรือประเมินผู้ขายที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อให้เลือกข้อมูลและวิธีประเมินได้เหมาะสม

2. กำหนดเกณฑ์และ KPI

องค์กรกำหนดหัวข้อที่จะประเมิน พร้อมตัวชี้วัดที่สามารถวัดผลได้ เช่น Defect Rate, On-time Delivery, Lead Time, Response Time หรือจำนวนข้อร้องเรียน

3. กำหนดน้ำหนักและระดับคะแนน

แต่ละเกณฑ์ไม่จำเป็นต้องมีความสำคัญเท่ากัน ตัวอย่างเช่น วัตถุดิบที่มีผลโดยตรงต่อความปลอดภัยอาจให้น้ำหนักกับคุณภาพมากกว่าราคา ขณะที่สินค้าทั่วไปอาจเน้นต้นทุนและการส่งมอบ

4. รวบรวมและตรวจสอบข้อมูล

ข้อมูลอาจมาจากเอกสารที่ผู้ขายส่ง แบบสอบถาม ระบบจัดซื้อ ประวัติการส่งมอบ การตรวจรับสินค้า การสัมภาษณ์ หรือการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ (Supplier Audit) โดยข้อมูลที่ใช้ควรเป็นปัจจุบันและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้

5. ประเมินคะแนนและจัดระดับผู้ขาย

องค์กรนำคะแนนแต่ละเกณฑ์มาคำนวณตามน้ำหนัก แล้วจัดกลุ่มผลลัพธ์ เช่น ผ่านเกณฑ์ ต้องปรับปรุง ต้องติดตามเป็นพิเศษ หรือไม่ผ่านการรับรอง

6. แจ้งผลและติดตามการปรับปรุง

ผลประเมินควรนำไปสู่การดำเนินงานที่ชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นการอนุมัติ การจัดทำ Corrective Action Plan การติดตาม KPI เพิ่มเติม หรือการประเมินซ้ำตามรอบที่กำหนด

 

Supplier Scorecard คืออะไร?

Supplier Scorecard หรือตารางประเมินผู้ขาย คือเครื่องมือที่องค์กรใช้สรุปผลการประเมินผู้ขายในแต่ละด้านให้อยู่ในรูปแบบที่เปรียบเทียบและติดตามได้ง่าย โดยอาจประกอบด้วยเกณฑ์ด้านคุณภาพ ต้นทุน การส่งมอบ การบริการ และความยั่งยืน

ตัวอย่างเกณฑ์ในตารางประเมินผู้ขาย:

เกณฑ์ประเมิน

ตัวชี้วัดตัวอย่าง

คุณภาพ อัตราสินค้าบกพร่อง จำนวนข้อร้องเรียน และการคืนสินค้า
ราคาและต้นทุน ราคา ต้นทุนรวม และเงื่อนไขทางการค้า
การส่งมอบ การส่งมอบตรงเวลา Lead Time และความครบถ้วนของสินค้า
การบริการ ระยะเวลาตอบกลับ การแก้ไขปัญหา และการปฏิบัติตาม SLA
Compliance และความยั่งยืน ความครบถ้วนของเอกสาร มาตรฐาน และข้อกำหนดด้าน ESG

หมายเหตุ: ตารางนี้เป็นตัวอย่างที่เรียบเรียงจากแนวทาง Supplier Evaluation Criteria ของ Tacto โดยเกณฑ์ที่ใช้จริงอาจแตกต่างกันตามนโยบายของแต่ละองค์กร

ทั้งนี้ องค์กรควรปรับเกณฑ์ ตัวชี้วัด และความสำคัญของแต่ละด้านให้เหมาะกับประเภทสินค้า อุตสาหกรรม และระดับความเสี่ยงของผู้ขายแต่ละกลุ่ม

 

ผู้ขายควรเตรียมข้อมูลอะไรให้พร้อมรับการประเมิน?

การมีข้อมูลครบ ถูกต้อง และอัปเดตอยู่เสมอ ช่วยลดเวลาการตรวจสอบและทำให้ผู้ซื้อเห็นศักยภาพของผู้ขายได้ชัดเจนขึ้น โดยข้อมูลสำคัญที่ควรเตรียม ได้แก่

  • ข้อมูลบริษัท ที่อยู่ สาขา และผู้มีอำนาจลงนาม
  • รายชื่อผู้ประสานงานฝ่ายขาย บัญชี คุณภาพ และบริการหลังการขาย
  • รายละเอียดสินค้าและบริการ หมวดหมู่สินค้า และพื้นที่ให้บริการ
  • ราคา เงื่อนไขการค้า เครดิต และเงื่อนไขการชำระเงิน
  • กำลังการผลิต สต็อก Lead Time และพื้นที่จัดส่ง
  • หนังสือรับรองบริษัท เอกสารภาษี และใบอนุญาตที่เกี่ยวข้อง
  • มาตรฐานและใบรับรองด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และอุตสาหกรรม
  • งบการเงินหรือข้อมูลที่ใช้แสดงความมั่นคงทางธุรกิจ
  • นโยบายด้าน Compliance จริยธรรม สิ่งแวดล้อม และ ESG
  • ผลงานที่ผ่านมา ลูกค้าอ้างอิง และกรณีศึกษาที่เกี่ยวข้อง
  • แผนรองรับเหตุฉุกเฉินและความต่อเนื่องทางธุรกิจ

ผู้ขายควรกำหนดผู้รับผิดชอบข้อมูลแต่ละประเภท ตรวจสอบวันหมดอายุของเอกสาร และทบทวนข้อมูลเป็นประจำ ไม่ควรรอให้มีคำขอจากผู้ซื้อแล้วจึงเริ่มรวบรวม เพราะข้อมูลที่ไม่ครบหรือไม่เป็นปัจจุบันอาจทำให้เสียโอกาสและทำให้กระบวนการอนุมัติล่าช้า

 

หากไม่ผ่านการประเมิน ผู้ขายควรปรับปรุงอย่างไร?

ผลประเมินที่ต่ำไม่ได้หมายความว่าความร่วมมือต้องสิ้นสุดเสมอไป แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ผู้ขายเห็นประเด็นที่ต้องพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม โดยสามารถดำเนินการได้ดังนี้

  1. ขอรายละเอียดของเกณฑ์ที่ไม่ผ่าน เพื่อแยกว่าปัญหาเกิดจากข้อมูลไม่ครบ เอกสารหมดอายุ หรือผลการดำเนินงานต่ำกว่าเป้าหมาย
  2. วิเคราะห์สาเหตุที่แท้จริง เช่น สินค้าบกพร่องจากวัตถุดิบ การส่งล่าช้าจากการวางแผนกำลังผลิต หรือการตอบกลับช้าจากขั้นตอนภายใน
  3. จัดทำแผนแก้ไขและป้องกัน โดยระบุผู้รับผิดชอบ กำหนดเวลา และผลลัพธ์ที่วัดได้
  4. สื่อสารความคืบหน้ากับผู้ซื้อ พร้อมส่งหลักฐานการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
  5. ติดตาม KPI หลังแก้ไข เพื่อยืนยันว่าปัญหาได้รับการแก้ไขจริงและไม่เกิดซ้ำ

การตอบสนองต่อผลประเมินอย่างเป็นระบบสะท้อนถึงความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และความพร้อมในการพัฒนาความร่วมมือระยะยาว

 

จัดการข้อมูลผู้ขายให้พร้อมเชื่อมต่อกับผู้ซื้อ

ข้อมูลผู้ขายเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการตรวจสอบคุณสมบัติและการประเมิน หากข้อมูลบริษัท รายการสินค้า เอกสาร หรือใบรับรองกระจัดกระจายและไม่เป็นปัจจุบัน ทั้งผู้ขายและผู้ซื้ออาจต้องใช้เวลาในการรวบรวมและตรวจสอบมากขึ้น

Supplier Connect คือระบบบริหารจัดการข้อมูลและโปรไฟล์บริษัทผู้ขายบนเครือข่ายจัดซื้อจัดจ้างของพันธวณิช ช่วยเชื่อมต่อผู้ซื้อกับผู้ขายในตลาด B2B และรวบรวมกระบวนการสำคัญไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่การสร้างโปรไฟล์บริษัท การรับคำขอเสนอราคาและเสนอราคาออนไลน์ การเข้าร่วมประมูล ไปจนถึงการตรวจสอบและตอบรับใบสั่งซื้อ

นอกจากนี้ ผู้ขายยังสามารถแสดงสินค้าและบริการผ่าน PTVN B2B Marketplace เพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ซื้อองค์กรค้นพบและติดต่อเข้ามา รวมถึงเพิ่มโอกาสได้รับคำเชิญเสนอราคา โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ในบทความ Supplier Connect: ระบบบริหารจัดการข้อมูลผู้ขาย เชื่อมต่อทุกโอกาสทางธุรกิจ B2B

การจัดเตรียมโปรไฟล์และข้อมูลบริษัทให้ครบถ้วนจึงไม่เพียงช่วยให้ผู้ขายพร้อมรับการประเมิน แต่ยังช่วยให้ผู้ซื้อเข้าถึงข้อมูลที่จำเป็นต่อการพิจารณาได้สะดวกขึ้น ขณะที่ประวัติการเสนอราคาและการดำเนินงานผ่านระบบสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้

ผู้ขายที่ต้องการเพิ่มโอกาสเข้าถึงลูกค้าองค์กร สามารถศึกษาระบบและ บริการสำหรับผู้ขายของพันธวณิช ซึ่งครอบคลุมการเชื่อมต่อกับผู้ซื้อ การบริหารข้อมูล การเสนอราคา การเข้าร่วมกระบวนการจัดซื้อ และการติดตามความคืบหน้าผ่านระบบออนไลน์

 

เตรียมข้อมูลให้พร้อมรับการประเมินผู้ขาย

Supplier Evaluation ช่วยให้องค์กรประเมินและเปรียบเทียบผู้ขายอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่คุณภาพ ต้นทุน การส่งมอบ การบริการ ความมั่นคง การปฏิบัติตามข้อกำหนด (Compliance) ไปจนถึงความยั่งยืน ขณะเดียวกัน ผลการประเมินยังช่วยให้ผู้ขายเข้าใจความคาดหวังของผู้ซื้อและเห็นแนวทางพัฒนาการดำเนินงานได้ชัดเจนขึ้น

สำหรับผู้ขาย จุดเริ่มต้นสำคัญคือการเตรียมข้อมูลบริษัท เอกสาร คุณสมบัติ และผลการดำเนินงานให้ครบถ้วน ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพราะความพร้อมของข้อมูลไม่เพียงช่วยให้กระบวนการประเมินราบรื่นขึ้น แต่ยังช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและโอกาสในการเชื่อมต่อกับผู้ซื้อรายใหม่ในอนาคต

 

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ Supplier Evaluation

Q1 : Supplier Evaluation ควรทำบ่อยแค่ไหน?

A : ขึ้นอยู่กับความสำคัญและระดับความเสี่ยงของผู้ขาย โดยองค์กรอาจกำหนดรอบประเมินรายไตรมาสหรือรายปี และติดตามตัวชี้วัดสำคัญเพิ่มเติมเมื่อพบความผิดปกติ ทั้งนี้ ควรกำหนดความถี่ให้เหมาะกับประเภทสินค้าและผลกระทบต่อธุรกิจ

Q2 : ผู้ขายทุกเจ้าต้องใช้เกณฑ์ประเมินเหมือนกันหรือไม่?

A : ไม่จำเป็น องค์กรควรปรับเกณฑ์และน้ำหนักตามประเภทสินค้า มูลค่าการจัดซื้อ ความซับซ้อน และระดับความเสี่ยง เพื่อให้ผลประเมินสะท้อนความสำคัญของผู้ขายแต่ละกลุ่มอย่างเหมาะสม

Q3 : Supplier Scorecard ควรมี KPI อะไรบ้าง?

A : KPI ที่ใช้บ่อย ได้แก่ Defect Rate, On-time Delivery, Lead Time, Total Cost, Response Time, จำนวนข้อร้องเรียน และการปฏิบัติตามข้อกำหนด อย่างไรก็ตาม ควรเลือกเฉพาะ KPI ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และมีข้อมูลวัดผลได้จริง

Q4 : ผู้ขายรายใหม่สามารถถูกประเมินได้หรือไม่ หากยังไม่มีประวัติการส่งมอบ?

A : ได้ โดยอาจประเมินจากข้อมูลบริษัท สถานะทางการเงิน กำลังการผลิต มาตรฐาน ใบรับรอง ผลงานที่ผ่านมา ลูกค้าอ้างอิง ตัวอย่างสินค้า และการตรวจประเมินสถานประกอบการ ก่อนติดตามผลงานจริงเมื่อเริ่มซื้อขาย

Q5 : หากผู้ขายไม่ผ่านการประเมินต้องถูกยกเลิกทันทีหรือไม่?

A : ไม่เสมอไป ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและนโยบายขององค์กร บางกรณีอาจให้ผู้ขายจัดทำแผนปรับปรุง ติดตามผล หรือประเมินซ้ำ แต่กรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมาย ความปลอดภัย หรือความเสี่ยงร้ายแรง องค์กรอาจระงับการซื้อขายตามข้อกำหนด

 

แหล่งอ้างอิง

thank you

Thank you for your interest !

We've received your information
and will get back to you soon.

thank you

ขอบคุณสำหรับความสนใจ!

เราได้รับข้อมูลของท่านเรียบร้อยแล้ว
และจะติดต่อกลับโดยเร็วที่สุด

Welcome