การค้นหา หัวใจสำคัญของห่วงโซ่อุปทานยุคใหม่

ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานเริ่มมีความชาญฉลาดมากขึ้นและเริ่มใช้ข้อมูลเชิงลึกเพื่อให้บริการลูกค้าในรูปแบบและวิธีการใหม่ๆ  ในขณะที่รูปแบบการทำธุรกรรมแบบเก่ากำลังใช้ไม่ได้อีกต่อไป

การ์ทเนอร์ระบุว่าร้อยละ 65 ของการจับจ่ายใช้สอยเริ่มต้นจากการค้นหา  แทนที่จะมุ่งเน้นความพยายามในการดึงดูดผู้คน ณ จุดซื้อสินค้า ผู้ค้าปลีกควรมองไปที่การดึงดูดผู้คน ณ จุดของการค้นหา ตะกร้าสินค้าที่ถูกทิ้งไว้จะส่งผลให้ยอดขายหายไป บ่อยครั้งที่มีผลมากจากนโยบายการจัดส่งและการคืนสินค้า นี่เป็นโอกาสที่จะส่งผลโดยตรงต่อรายได้และยอดขายโดยการทำข้อเสนอที่น่าสนใจมากขึ้นในการแปลงรถเข็นที่ถูกทิ้งร้างให้กลายเป็นยอดขาย

อะเมซอนได้นำวิธีการจัดส่งสินค้าภายในหนึ่งถึงสองวันมาใช้ ซึ่งทำให้ผู้ค้าปลีกหวังว่าจะปกป้องกำไรของตนเองต้องตกที่นั่งลำบาก  แต่บางคนอาจมองว่าการเติมเต็มสินค้าได้อย่างรวดเร็วซึ่งสร้างความพึงพอใจให้กับของผู้บริโภคทั่วไปอาจไม่ได้เป็นสิ่งจำเป็นเสมอไป เพราะทั้งลูกค้าแบบ B2C และ B2B มักตัดสินใจซื้อสินค้าโดยไม่ได้คำนึงถึงเงื่อนไขการจัดส่งสินค้าภายในวันเดียว และการสลับปรับเปลี่ยนระหว่างราคา เวลาในการจัดส่ง และวิธีการส่งมอบสินค้าในช่วงสุดท้ายสามารถใช้ในการสร้างมูลค่าใหม่ๆ ได้ เพราะบางครั้งลูกค้าอาจต้องให้ส่งสินค้าในภายหลังหรือในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ตัวอย่างเช่นเดือนหน้าเป็นวันเกิดภรรยาของคุณ คุณก็ไม่จำเป็นต้องให้ร้านส่งของขวัญมาให้ในวันรุ่งขึ้น แต่สามารถเลือกเวลาให้ร้านมาส่งของขวัญในวันเวลาที่เหมาะสมเพื่อสร้างความประหลาดใจและประทับใจให้กับภรรยาของคุณได้ ซึ่งหากผู้ค้าปลีกรายไหนรู้ถึงสิ่งนี้ แล้วนำเสนอเงื่อนไขในการซื้อและการส่งมอบที่หลากหลาย คุณก็อาจตัดสินใจซื้อสินค้าจากของผู้ค้ารายนั้นได้ไม่ยาก

การเข้าถึงข้อมูลลูกค้าและข้อมูลของระบบ ณ จุดขาย (POS) เป็นสิ่งสำคัญในการรู้ว่าตัวเลือกไหนที่น่าสนใจและกำหนดได้ว่าข้อตกลงไหนที่จะนำไปให้บริการแก่ลูกค้าที่เริ่มทำการค้นหา ซึ่งสำหรับระบบหลังบ้านเรื่องนี้เต็มไปด้วยรายละเอียดที่ซับซ้อนที่จำเป็นต้องมีการจัดการเพื่อให้สิ่งเหล่านี้เป็นไปได้  เริ่มจากการที่ผู้ค้าปลีกจำเป็นต้องทราบสถานะของสินค้าคงคลังทั้งหมดที่พร้อมจัดส่ง ด้วยข้อมูลที่อยู่ในมือมันสามารถเริ่มทำการวิเคราะห์เพื่อทำนายเวลาที่สินค้าถึงมือลูกค้าสินโดยอิงกับลูกค้า สินค้าคงคลัง รายละเอียดการสั่งซื้อความสามารถของผู้ให้บริการนำส่งสินค้า และการจำลองสถานการณ์แบบอื่นๆ ผู้ค้าปลีกสามารถเริ่มดำเนินการวิเคราะห์สินค้าคงคลัง และเพิ่มประสิทธิภาพเส้นทางการจัดส่ง และจับคู่กับความต้องการของผู้บริโภค ณ จุดซื้อ หรือจุดที่ผู้บริโภคค้นหาเพื่อเสนอทางเลือกเฉพาะที่ดึงดูดลูกค้าในขณะที่ลดต้นทุนและภาระที่เกี่ยวข้องกับการส่งมอบสินค้าในวันถัดไป. กลยุทธ์นี้เปลี่ยนจากการส่งสินค้าอย่างรวดเร็วไปเป็นการส่งมอบสินค้าให้ตรงตามความต้องการของลูกค้าได้อย่างแม่นยำโดยอาศัยข้อมูลของห่วงโซ่อุปทานและข้อมูลเชิงลึก

แต่ละบริษัท ในห่วงโซ่อุปทานมีแนวโน้มที่จะใช้ระบบองค์กรของตัวเอง ทำให้การเห็น และการการทำงานร่วมกันระหว่างธุรกิจต่างๆ เป็นเรื่องท้าทาย ระบบแบบโซโลที่ใช้งานกันอยู่มักไม่เพียงได้ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานระหว่างองค์กรต่อองค์กรเท่านั้น แต่ยังทำงานแบบระบบต่อระบบด้วย ตัวอย่างเช่นระบบ ERP, TMS, WMS ที่สร้างชั้นของอุปสรรคและช่องว่างที่ขัดขวางการไหลของข้อมูลและความสามารถในการมองเห็น ความคิดแบบเก่าๆ ในการเชื่อมช่องว่างเหล่านี้ด้วยพอร์ทัลที่ซัพพลายเออร์และคู่ค้าสามารถแลกเปลี่ยนเอกสารและทำงานร่วมกัน วิธีการนี้ช่วยให้เกิดการค้าขายได้หลายวิธี แต่ก็ทำให้เกิดความล่าช้าของข้อมูล และขาดความสามารถในการมองเห็นที่แท้จริงโดยการเติมสินค้าคงคลังและการเพิ่มสต็อกสินค้าไว้ตามพื้นที่สำคัญๆ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้า แต่ในขณะที่ห่วงโซ่อุปทานมีเป้าหมายที่จะลดปริมาณสินค้าในสต็อก และบริหารปริมาณสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เรามาถึงทางตันในการนำแผนกลยุทธ์ไปปฏิบัติให้เกิดผลสำเร็จ  วิสัยทัศน์ของการปรับปริมาณสินค้าคงคลังและเส้นทางการขนส่งให้เหมาะสมเพื่อให้ข้อเสนอที่เหมาะกับลูกค้าโดยอิงกับระบบที่ชาญฉลาดสามารถทำนายล่วงหน้าได้อย่างมั่นใจนั้นไม่สามารถเกิดขึ้นได้เมื่อใช้เทคโนโลยีแกนหลักที่ยึดเอาองค์กรเป็นศูนย์กลาง ระบบนิเวศของการขนส่งสินค้าแบบมีศูนย์กลางและจุดกระจายสินค้าถูกสร้างขึ้นมาสำหรับสภาพแวดล้อมในอดีต แต่ในห่วงโซ่อุปทานโลกปัจจุบันจะต้องทำงานเป็นเครือข่ายเดียวกันและทำงานโดยมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

เพื่อให้การส่งมอบตามวิสัยทัศน์นี้ประสบความสำเร็จ คู่ค้าจะต้องเชื่อมต่อกันเป็นเครือข่ายเดียว ซึ่งทุกฝ่ายถูกต่อเข้ากับระบบเดียวกัน โต้ตอบ และทำงานโดยใช้ข้อมูลเดียวกัน ไม่มีการทำซ้ำหรือการส่งผ่านข้อมูลจากระบบหนึ่งไปยังอีกระบบหนึ่ง ทุกคนเห็นชุดข้อมูลเดียวกัน  AI  และการเรียนรู้ของเครื่องเปิดโอกาสในการพัฒนาและเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกิจ แต่มูลค่าดังกล่าวนี้จะถูกจำกัดหากไม่สามารถนำข้อมูลที่มีคุณภาพมาใช้ในการทำงานได้ เครือข่ายข้อมูลที่ถูกคัดกรองมาเป็นอย่างดี และมีความถูกต้องจะกลายเป็นรากฐานดิจิตอลสำหรับการวิเคราะห์เชิงพยากรณ์และเชิงแนะนำทางเลือกได้

ในรูปแบบเครือข่ายอินสแตนซ์เดียว ทุกคนในห่วงโซ่อุปทานจะมีความสามารถในการมองเห็น การเชื่อมต่อ และการทำงานร่วมกันได้ ดังนั้นเมื่อใช้ AI และการเรียนรู้ของเครื่องที่ถูกนำมาใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลเช่นการคาดการณ์การเวลาที่สินค้าจะถึงมือลูกค้าสามารถนำไปใช้กับแต่ละโหนดในเครือข่าย เมื่อมีสิ่งนี้อยู่ในมือ ก็ทำให้มีโอกาสใหม่ๆ สำหรับการให้บริการลูกค้าแบบหลายตัวเลือกบนพื้นฐานของข้อมูลที่เชื่อถือได้ เมื่อการวิเคราะห์เหล่านี้มีความน่าเชื่อถือมากพอที่จะทำให้ผู้ค้าปลีกมีความมั่นใจในการสร้างข้อเสนอต่างๆ ให้กับลูกค้า  ห่วงโซ่อุปทานจะกลายเป็นข้อได้เปรียบในการแข่งขันที่สร้างกระแสรายได้ใหม่ๆ  ด้วยการทำงานผ่านการเชื่อมต่อเครือข่ายข้อมูลที่ถูกต้อง และคู่ค้าทั้งหมดสามารถมองเห็นได้  รากฐานดิจิทัลถูกสร้างขึ้นซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเร่งให้เกิดนวัตกรรมที่สร้างขึ้น และปรับให้เข้ากับลูกค้านี่คือสาระสำคัญของห่วงโซ่อุปทานที่ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง

 

 

ที่มา: https://www.supplychaindigital.com/supply-chain-management/why-search-heart-modern-supply-chain-0