ข้อมูลขนาดใหญ่ปฏิวัติห่วงโซ่อุปทาน

โดยทั่วไปในช่วงปี 1980 ห่วงโซ่อุปทานซึ่งได้รับความสนใจในวงกว้างเป็นกระบวนการที่ง่ายมาก

อย่างไรก็ตามห่วงโซ่อุปทานมีมานับตั้งแต่ยุคอุตสาหกรรมแล้ว ความแตกต่างที่สำคัญระหว่างการดำเนินงาน และวิธีจัดการกับห่วงโซ่อุปทานของพวกเขาในปัจจุบันทำให้เกิดความซับซ้อน  ด้วยเทคโนโลยีที่ทำให้เศรษฐกิจมีความเป็นโลกาภิวัตน์มากขึ้น แต่ก็ทำให้ห่วงโซ่อุปทานก็มีการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ในช่วงปลายทศวรรษ 90 และต้นทศวรรษ 2000 โลกาภิวัตน์เป็นทั้งสิ่งดี และร้ายสำหรับห่วงโซ่อุปทาน ด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ที่กลายเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่และใช้งานง่ายขึ้น รวมทั้งทำให้มีการปฏิวัติห่วงโซ่อุปทานให้มีความทันสมัยมากขึ้น

สร้างการแบ่งปันความรู้มากขึ้น

แรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อยู่เบื้องหลังการมาของข้อมูลขนาดใหญ่อันทันสมัยนี้ก็คือ ปัจุบันข้อมูลขนาดใหญ่ทำให้สามารถตรวจจับ  ทำความเข้าใจ และใช้ประโยชน์ได้แล้ว ฟอร์บส์ระบุว่า ในขณะที่ข้อมูลการทำธุรกรรมจะถูกบันทึกอยู่ตลอดเวลา การสร้างเครือข่ายการแบ่งปันความรู้โดยอาศัยข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ได้กลายเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน การทำธุรกรรมสามารถตรวจจับว่าผู้คนซื้อสินค้าด้วยวิธีไหน เมื่อไหร่ และที่ไหน

ด้วยการเพิ่มการวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทาน ทุกวันนี้ผู้ผลิต ผู้ค้าปลีก และผู้จัดจำหน่ายในขณะนี้สามารถปรับปรุงวิธีส่งสินค้าให้กับผู้บริโภคให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด  ต้องยกความดีให้กับการวิเคราะห์รูปแบบเชิงพื้นที่ ซึ่งทำให้ห่วงโซ่อุปทานสามารถปรับเส้นทางการกระจายสินค้าได้อย่างรวดเร็วและประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากขึ้น  และสิ่งนี้ส่งผลให้ลดระยะเวลาตั้งแต่การสั่งซื้อจนถึงการจัดส่งได้ถึงร้อยละ 425  และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นร้อยละ 260

จัดการความเสี่ยงและสร้างความคล่องตัว

จากการศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า ร้อยละ 61 ของบริษัทจัดการห่วงโซ่อุปทานชั้นนำให้ความสำคัญกับความเสี่ยงมาก ด้วยการวิเคราะห์รูปแบบเชิงพื้นที่ดีขึ้น ความสามารถในการตรวจสอบย้อนหลังที่ดีขึ้น ซึ่งทำให้สามารถควบคุมกระบวนการส่งมอบสินค้าตั้งแต่เริ่มต้นจนสิ้นสุดได้ดีขึ้น

จากข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมจากเส้นทางการจัดหา การส่งมอบที่ประสบความสำเร็จ และปัญหาที่ได้รับการรายงาน ปัจจุบันห่วงโซ่อุปทานที่ทำงานอยู่นั้นมีข้อมูลซึ่งจะช่วยให้พวกเขารับรู้ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นก่อนที่ปัญหาจะเกิดขึ้น และจัดการปัญหาในระบบกระจายสินค้าในเชิงรุก นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับห่วงโซ่อุปทานที่ทันสมัย ด้วยความรู้เพิ่มเติมที่มีอยู่ในมือนี้ ทำให้สามารถปรับเปลี่ยนเส้นทางให้สอดคล้องกับปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากกระบวนการส่งมอบเริ่มขึ้นแล้วได้

เพิ่มการรักษา และสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้า

เราทุกคนมักได้ยินคำว่า “ลูกค้าถูกเสมอ” ดังนั้นหากลูกค้าเปลี่ยนคำสั่งซื้อกะทันหันหรือหลังจากกระบวนการส่งมอบได้เริ่มไปแล้ว พวกเขาคาดหวังว่าซัพพลายเออร์จะตอบสนองความต้องการของพวกเขาโดยเร็วที่สุด ซึ่งถือเป็นภาระหนักสำหรับซัพพลายเออร์ เพราะร้อยละ 90 ของลูกค้าที่เจอปัญหากับซัพพลายเออร์ที่ไม่สามารถตอบสนองความต้องของพวกเขาได้ก็จะไม่กลับไปทำธุรกิจกับซัพพลายเออร์รายนั้นๆ อีก

เมื่อคำนึงถึงตัวเลขดังกล่าว บรรดาซัพพลายเออร์จะต้องทำทุกอย่างเพื่อทำให้ลูกค้าพึงพอใจ ต้องยกความดีให้กับข้อมูลขนาดใหญ่และการวิเคราะห์ ซัพพลายเออร์จะไม่เพียงแต่จะสามารถรับการสั่งซื้อ และส่งมอบสินค้าสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่พวกเขายังมีโอกาสที่จะคาดการณ์ความต้องการที่เพิ่มขึ้นตามคำสั่งก่อนหน้าและแนวโน้มของตลาด

 

 

ที่มา: https://www.supplychaindigital.com/technology/big-data-revolutionising-supply-chains